ความเป็นมา

          เราเชื่อว่าหากผู้นำรุ่นใหม่เชื่อมั่นและรู้จักฝึกฝนขัดเกลาตนเองอยู่เสมอ เพื่อลดการเอาตัวเองเป็นศูนย์กลางลง และเพื่อค้นพบศักยภาพที่ดีที่สุดที่มีอยู่ในตน ด้วยจิตสำนึกที่จะนำศักยภาพนั้นออกมารับใช้ส่วนรวมอย่างชนิดรู้เท่าทันโครงสร้างอันอยุติธรรมในสังคม แล้ว ไม่ว่าจะไปทำหน้าที่ในตำแหน่งแห่งไหนของสังคม ความแข็งแกร่งจากการฝึกฝนย่อมเอื้อให้เขาและเธอเหล่านั้น กลายเป็นผู้ผลักดันให้สังคมเกิดการเปลี่ยนแปลงไปในทางบริสุทธิ์ยุติธรรมขึ้นจากตำแหน่งแห่งที่ที่เขายืนอยู่อย่างเหมาะสมกับบารมีของตน และค่อยขยายออกไป ร่วมมือกับผู้นำการเปลี่ยนแปลงคนอื่น ๆ จนเกิดเป็นเครือข่าย และเติบโตเป็นขบวนการทางสังคม เราเชื่อว่านี่คือหนทางของการเปลี่ยนแปลงสังคมที่ยั่งยืน เราเชื่อว่าผู้ฝึกฝนตนเองโดยไม่มีจิตสำนึกรับใช้สังคมย่อมเป็นการหนีความจริงอันเป็นทุกขสัจจ์ของสังคม ขณะเดียวกันการทำงานรับใช้สังคมโดยไม่ฝึกฝนให้รู้เท่าทันตนเอง ย่อมเป็นการหนีตนเองไม่ยอมเผชิญหน้ากับทุกขสัจจ์ของปัจเจกบุคคล การหนีทั้งสองทางนี้ ย่อมไม่นำไปสู่ความสุขและสันติที่แท้จริงทั้งของตนเองและสังคม

          ผู้นำรุ่นใหม่ที่ว่านี้ย่อมรู้จักดำรงชีวิตในกรอบกระบวนทัศน์ใหม่ที่ไม่ถือเอามนุษย์เป็นศูนย์กลางของจักรวาล หากเห็นทุกสิ่งเชื่อมโยงสัมพันธ์กัน เป็นเหตุปัจจัยของกันและกัน แม้แต่กรวดหินดินทราย ก็มีคุณค่าในตัวเองตามหลักนิเวศวิทยาที่ลึกซึ้ง เขาและเธอย่อมไม่งมงายกับความเชื่อเรื่องความเจริญก้าวหน้าและการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างไม่มีที่สิ้นสุด หากรู้จักหลักความพอดีของการเติบโตทางวัตถุธรรมอย่างเหมาะสม และไม่จำกัดการแสวงหาความรู้อยู่ในกรอบของเหตุผลของวิทยาศาสตร์แบบกลไก หากรู้จักหาความรู้อย่างหลากหลายรูปแบบรวมทั้งความรู้ทางรหัสนัยและการภาวนารวมทั้งภูมิปัญญาโบราณ ทั้งยังรู้จักหาสมดุลระหว่างการค้นพบปัจเจกภาพของตนและการทำงานเพื่อส่วนรวม แทนที่จะเน้นการแก่งแย่งแข่งดีและบริโภคนิยม พร้อมกันนั้นก็มีความเชื่อมั่นในเรื่องความเป็นธรรมทางสังคม ไม่ปล่อยให้เกิดช่องว่างทางทรัพย์ อำนาจ และสถานะทางสังคมอย่างมากมายดังที่เป็นอยู่ในสังคมกระแสหลักทั่วไปในปัจจุบันนี้